หน้าหลักเกี่ยวกับเราพันธมิตรติดต่อช่วยเหลือ
ภาคเกษตรไทยควรเตรียมพร้อมรับมือ หลังเปิด AEC อย่างเป็นทางการในปี 2559
www.gms-ain.org อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง >>ผู้เขียน: >>จาก:
[ขนาด:ใหญ่กลางเล็ก][พิมพ์][ปิด]

การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ประเทศไทยโดยเฉพาะในส่วนของภาคเกษตรนั้น จะเดินไปในทิศทางใดจะได้เปรียบหรือมีผลกระทบอย่างไรบ้างนั้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ได้ทำการวิเคราะห์ทั้งด้านบวกและด้านลบไว้แล้ว

นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่าหลังจากเปิด AEC ในปี 2559 จะมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน สินค้าและที่อยู่อาศัยอย่างเสรี โดยในส่วนของการเคลื่อนย้ายแรงงานเสรีนั้น ตั้งแต่ปี 2556 ประเทศไทยได้มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน ซึ่งสูงกว่าประเทศในกลุ่ม AEC ยกเว้นประเทศสิงคโปร์ ส่งผลให้เมื่อเปิด AEC จะมีแรงงานจากประเทศเมียนมา กัมพูชา และลาว เข้ามาทำงานในประเทศไทยจำนวนมากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ จะเกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานไทยที่มีฝีมือไปทำงานในต่างประเทศ ซึ่งมีรายได้สูงกว่าและแรงงานไร้ฝีมือจากประเทศเพื่อนบ้านหลั่งไหลเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก อาจก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมา และถ้ามองมาที่แรงงานภาคเกษตรเองก็จะมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากอาชีพเกษตรกรไม่มีความมั่นคง เป็นอาชีพที่ต้องทำงานหนัก รายได้ไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและปัจจัยแวดล้อม ดังนั้น ในอนาคตภาคการเกษตรจึงจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น

สำหรับการเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี จะมีสินค้าที่มีการ ยกเว้น-Sensitive List ภาษีไม่ต้องเป็น 0% แต่ให้ต่ำกว่า 5% ซึ่งไทยมี 4 รายการคือ ไม้ตัดดอก มะพร้าวแห้ง มันฝรั่ง เมล็ดกาแฟดิบ (อยู่ที่ 5%) Highlysensitive List ไม่ต้องลดภาษี ประเทศมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ มี 1 รายการ คือ ข้าว และประเทศอินโดนีเซีย มี 2 รายการ คือ ข้าวและน้ำตาลโดยสินค้าในกลุ่ม AEC และประเทศจีนจะทะลักเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ยกเว้นสินค้าในกลุ่มที่มีความอ่อนไหว ส่วนสินค้าเกษตรและอาหารที่ผลิตโดยบริษัทรายใหญ่ จะได้ประโยชน์จากการลดภาษี ทำให้ต้นทุนต่ำลง และสามารถขายสินค้าไปยังประเทศในกลุ่ม AEC ได้ง่ายขึ้น รวมถึงเรื่องการผูกขาดจากกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ คุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารลดลง และมีสิ่งปนเปื้อนเพิ่มขึ้นทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือประเทศไทยจะต้องเน้นในเรื่องการสร้างคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและยอมรับในสินค้าของประเทศไทย

นอกจากเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานและสินค้าเสรีแล้ว หลังปี 2559 ขนาดของประชากรจะมีเพิ่มขึ้น รวมถึงการโยกย้ายถิ่นฐานของประชากรในกลุ่มประเทศ AEC ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน และการขยายตัวของชุมชนเมือง เช่น ที่อยู่อาศัย คอนโดมิเนียม ศูนย์การค้าส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรจะลดลงเนื่องจากการขยายตัวของชุมชนเมืองราคาที่ดินเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ประกอบกับปัญหาหนี้สินของเกษตรกร อาจทำให้เกษตรกรบางรายไม่มีทางเลือกจำเป็นต้องขายที่ดินทำกิน แล้วเปลี่ยนสถานะจากการเป็นเจ้าของที่ดินเป็นเพียงผู้เช่าที่ดินในอนาคต

เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลต่อภาคการผลิตทางการเกษตรของไทย อันดับแรกเลย คือ เรื่องของต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของต้นทุนที่ดินค่าเช่าแรงงานการตลาดการเงิน/ดอกเบี้ยระบบขนส่ง/โลจิสติกส์และการจัดการ รวมถึงปัญหาด้านภัยพิบัติ อุทกภัย ภัยแล้ง จากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงทางการเกษตรเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเรื่องการย้ายฐานการผลิตไปประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม หรือ CLMV ตลอดจนกฎระเบียบทางการค้า นวัตกรรมเทคโนโลยีการผลิตที่เกษตรกรยังไม่สามารถเข้าถึงล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรไทยทั้งสิ้น


ดังนั้น ภาคการเกษตรจึงต้องมีการปรับตัวเพื่อรองรับกับปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลต่อภาคการผลิตทางการเกษตรโดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ ตลอดจนเชื่อมโยงด้านการตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับภาคการเกษตรรวมถึงสร้างเครือข่ายทางธุรกิจกับต่างประเทศ โดยเฉพาะในแถบอาเซียน ซึ่งจะเป็นประเทศคู่ค้าและสามารถสนับสนุนให้เป็นฐานการผลิตที่สำคัญของไทย

แนวหน้า วันที่ 24 มิถุนายน 2558

Copyright © 2007 GMS - AIN.ORG , Support by ADB