หน้าหลักเกี่ยวกับเราพันธมิตรติดต่อช่วยเหลือ
พิษน้ำมันร่วงรัฐสูญ2หมื่นล. สศค.ประเมินหากต่ำ25ดอลลฺ์ ผู้ผลิตโลกแข่งดั๊มพ์ราคาขาย
www.gms-ain.org อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง >>ผู้เขียน: >>จาก:กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558
[ขนาด:ใหญ่กลางเล็ก][พิมพ์][ปิด]

         นักวิชาการคาดธุรกิจสำรวจ-ผลิต'อ่วม'ชี้ปีหน้า มีโอกาสหลุด 30 ดอลล์
          สศค.ประเมินหากตลาดโลกเหลือ 25 ดอลลาร์ ฉุดรายได้รัฐหาย 2 หมื่นล้าน ระบุ เร็วเกินไป ที่จะประเมินผลกระทบจีดีพี ด้าน "ฉัตรชัย" ห่วงน้ำมันร่วง ภัยแล้ง ฉุดราคายางพารา - ปาล์มน้ำมัน ปีหน้าตกต่ำ ขณะนักวิชาการพลังงาน คาดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล ในไทย มีโอกาสลดลงอีก
          ราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนเกิดปรากฏการณ์ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ของโลก แห่ดัมพ์ราคาขาย สถานการณ์ดังกล่าวกำลังส่งผลกระทบต่อไทย ในฐานะประเทศที่ พึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก โดยรัฐประเมินว่า จะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ หากราคาน้ำมันร่วงหนัก และราคาสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ จะได้รับผลกระทบ
          นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับลดลงอย่างรวดเร็ว อาจจะกระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบ 2559 โดยทำให้รายได้ลดลงจากประมาณการที่ทำไว้ แต่โดยรวมไม่น่าเป็นห่วง เพราะรายได้ที่หายไปคิดเป็นสัดส่วนไม่มาก เมื่อเทียบกับรายได้รวม นอกจากนี้รัฐบาลยังมีรายได้จากส่วนอื่นเข้ามาทดแทนทั้งนี้ หากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลงมาอยู่ในระดับ 25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากประมาณการไว้ที่ระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะทำให้รายได้จากภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มน้ำมัน หายไปประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในปีนี้ยังรัฐยังมีรายได้จากส่วนอื่นที่สามารถทดแทน โดยเฉพาะรายได้จากการประมูล 4 จี รอบที่แล้วได้มา 4 หมื่นล้านบาท คาดว่า การประมูลรอบใหม่นี้ก็น่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
          "เมื่อก่อนราคาน้ำมันที่ปรับลดลงแรง อาจจะส่งผลต่อรายได้รัฐค่อนข้างมาก เพราะเดิมจัดเก็บได้สูง เช่นในช่วงที่ราคาน้ำมันตลาดโลกอยู่ในระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เก็บภาษีได้ 8 หมื่นล้านบาท เมื่อราคาน้ำมันลดลงมาอยู่ในระดับ 50 ดอลลาร์ รายได้จากภาษีน้ำมันก็หายไป 4 หมื่นล้านบาท แต่หากราคาน้ำมันลดเหลือ 25 ดอลลาร์ รายได้จะหายไป 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะมีรายได้จากส่วนอื่นมาทดแทนได้"
          "เร็วเกินไป"ประเมินผลกระทบจีดีพี
          สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจ มองว่า ราคาน้ำมันที่ปรับลดลงจะมีส่วนช่วยให้การอุปโภคบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น ช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้ว่าจะส่งผลด้านลบต่อราคาสินค้าเกษตร แต่สินค้าเกษตรของไทยส่วนใหญ่คือข้าว ซึ่งมีปัญหาเรื่องภัยแล้งอยู่แล้ว นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังมีนโยบายจะขับเคลื่อนการส่งออกของไทยในปีหน้าให้ได้ 5%
          "โดยรวมไม่กังวล และขณะนี้ยังเร็วไป ที่จะประเมินผลกระทบต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพราะราคาน้ำมันที่ใช้ในการคำนวณจีดีพีนั้นในระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี ซึ่งประเมินไว้เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ส่วนจะปรับประมาณการราคาน้ำมันปีนี้ใหม่หรือไม่นั้น คงต้องรอดูสถานการณ์ก่อน"
          "ฉัตรชัย"ห่วงราคาปาล์ม-ยางทรุดปีหน้า
          พล.อ.ฉัตรชัยสาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าปี 2559 ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิด ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภาวะแล้ง และราคาน้ำมันที่ตกต่ำ จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตร ทำให้รายได้ของเกษตรกรรวมทั้งรากหญ้าลดลง เช่น ยางพารา ราคายังคงถูกกดดันจากเศรษฐกิจต่างประเทศและราคาน้ำมัน จะทำให้ราคายางตกต่ำในปีหน้า
          โดยปาล์มน้ำมัน จะมีปัจจัยลบจากราคาปาล์มในตลาดโลก ราคาน้ำมัน และสต็อกที่ล้นตลาดอยู่มาก ส่วนข้าวในหน้า คาดว่าแนวโน้มราคาจะปรับตัวสูงขึ้น เพราะภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ผลผลิตข้าวที่ออกสู่ตลาดจะลดลง
          "จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังตกต่ำ ส่งผลให้การบริโภคลดลงตาม ราคาน้ำมันกดดันราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น ปีหน้าต้องทำใจ ทั้งยางพารา และปาล์มน้ำมันน่าห่วงที่ราคาจะตกต่ำ แต่กระทรวงเกษตรฯกำลังเร่งผลักดันมาตรการเพื่อใส่เงินเข้าไปในกระเป๋าของเกษตรกรในปีนี้" พล.อ. ฉัตรชัย กล่าว
          ปตท.สผ.ชี้อุปสงค์-อุปทานยังไม่เปลี่ยน
          นางเพ็ญจันทร์ จริเกษม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินและการบัญชี บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) PTTEP เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันขณะนี้คงหนีไม่พ้นภาวะอุปทานส่วนเกิน ที่ยังคงเกิดขึ้น หากพิจารณาตัวเลขที่แท้จริงของเมื่อเดือนที่แล้วเทียบกับเดือนนี้ ตัวเลขเหล่านั้น ยังไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นการปรับตัวลดลงรุนแรงของราคาน้ำมันรอบนี้ เป็นผลจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนในตลาดเสียมากกว่า
          โดยความกังวลนี้ มาจากการกลุ่มโอเปคประกาศว่า จะไม่ควบคุมเพดานการผลิตต่อไป และการที่อิหร่านจะได้รับการยกเลิกการคว่ำบาตร และส่งออกน้ำมันได้ปีหน้า รวมถึงกรณีของธนาคารโลก(เฟด)ที่มีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ แม้ทั้ง 2 ประเด็น จะเป็นเรื่องที่ทราบกัน มาก่อนหน้านี้ แต่นักลงทุนยังกังวลเพิ่มมากขึ้น
          "จากตัวเลขที่เกิดขึ้นจริง จะเห็นว่ายังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดือนที่แล้ว แต่สิ่งที่เข้ามากระทบกับราคาน้ำมัน เป็นเรื่องของนักลงทุน ที่มีความกังวลต่อปัจจัยเหล่านี้ ทำให้เกิดการจินตนาการเชิงลบ โดยส่วนตัวยังไม่เข้าใจว่า ทำไมราคาน้ำมันถึงปรับตัวลงมากขนาดนี้ อาจมีแรงเก็งกำไรระยะสั้นเข้ามา กรณีของอิหร่าน บริษัทเชื่อว่า แม้จะยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร แต่อิหร่านต้องใช้เวลาปรับตัว และเตรียมความพร้อมทรัพยากรต่างๆ"
          ปรับตัวเน้นลดต้นทุนการผลิต
          ขณะที่สถานการณ์ในประเทศนั้นจะค่อนข้างแตกต่างออกไป เพราะบริษัทมีสัญญาขายในระยะยาว และความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในประเทศเองก็ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่าปริมาณการขายในประเทศปี 2559 ก็น่าจะมากกว่าปี 2558 ได้
          "จริงๆ แล้วบริษัทได้ปรับตัวรับมือกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ปลายปี 2557 ที่น้ำมันเริ่มลงตั้งแต่แรก โดยการพยายามลดต้นทุนการผลิต ควบคุมค่าใช้จ่ายต่างๆ และดูแลเรื่องของสภาพคล่องให้มีความพร้อม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้ฐานะการเงินของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง" นางเพ็ญจันทร์ กล่าว
          "ผลกระทบที่เกิดขึ้นหากพิจารณาจากราคาน้ำมันในขณะนี้คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของ stock loss ในกลุ่มโรงกลั่น แต่ถึงอย่างไรก็ตามคงจะต้องคอยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วง 2 สัปดาห์ที่เหลือ เพราะราคาอาจวิ่งกลับไปอย่างรุนแรงก็ได้ แต่โดยส่วนตัวยังเชื่อว่ามีโอกาสที่จะเกิด stock loss อยู่พอสมควร เพราะราคาปิดของน้ำมัน ในไตรมาส 3 อยู่ที่ 40 กว่าดอลลาร์ ส่งผลให้งบไตรมาส 4 น่าจะถูกกดดันจากปัจจัยนี้ต่อเนื่อง"
          น้ำมันดิบเสี่ยงหลุด 30 ดอลล์/บาร์เรล
          ด้าน นายมนูญ ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพลังงาน เปิดเผยว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จนถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2559 โดยได้รับแรงกดดันจากปริมาณน้ำมันดิบที่ล้นตลาด รวมถึงกรณีที่กลุ่มโอเปคไม่สามารถตกลงเรื่องเพดานการผลิตน้ำมันได้ และราคาน้ำมันมีโอกาสหลุดจากแนวรับสำคัญที่ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากมีปัจจัยเสริมเรื่องการยุติคว่ำบาตรประเทศอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านสามารถส่งออกน้ำมันดิบเข้าสู่ตลาดโลกได้มากขึ้น รวมถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น กดดันให้ราคาน้ำมันลดลงอีก โดยอาจจะเคลื่อนไหวในระดับปลาย 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
          อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบที่ลดลงถึง 33 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จะไม่ส่งผลให้บริษัทน้ำมันขาดทุนสต็อกมากนัก เนื่องจากส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันต้นปีและปลายปี 2558 อยู่ที่ประมาณ 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล น้อยกว่าปี 2557 ซึ่งส่วนต่างราคาน้ำมันช่วงต้นปีและปลายปีถึง 50-60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยประเมินว่า ปีนี้บริษัทน้ำมันจะขาดทุนสต็อกน้อยกว่าปีที่แล้ว 20-30%
          คาดปตท.สผ.อ่วมน้ำมันร่วง
          แต่ผลประกอบการปีนี้ของบริษัทน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งอยู่ในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ดี เนื่องจากค่าการกลั่นอยู่ในเกณฑ์ดี ตามค่าการกลั่นและค่าการตลาด ซึ่งสามารถชดเชยกับการขาดทุนสต็อกน้ำมันได้ แต่ราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบอย่างมากกับธุรกิจต้นน้ำ เช่น บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ที่เบื้องต้นพบว่า ได้ชะลอการลงทุนหลายโครงการ
          นายมนูญ กล่าวต่อไปว่า ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศมีโอกาสปรับลดลงอีกตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หลังราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเพิ่งปรับลดลง 40 สตางค์/ลิตร ส่วนราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินอาจไม่ลดลงและมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าการตลาดอยู่ในระดับต่ำ
          แหล่งข่าวจากบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า เชลล์แทบไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทย โดยถือว่าราคาน้ำมันที่ขึ้นลงเป็นเรื่องปกติ ซึ่งผู้ประกอบการต้องปรับตัวตาม
          นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้จัดการฝ่ายแผนและบริหารบริษัทในเครือการกลั่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กลุ่มโรงกลั่นในเครือ ปตท. จะขาดทุนจากสต็อกน้ำมันน้อยกว่าปีที่แล้ว เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันต้นปีและปลายปีน้อยกว่าปีที่แล้ว แต่เนื่องจาก ปตท. ยังมีความเสี่ยงเรื่องราคาน้ำมัน ทำให้ต้องศึกษาการลงทุนให้รอบคอบมากขึ้น โดยพิจารณาผลตอบแทนของโครงการที่ 12-15% แต่ต้องบวกค่าความเสี่ยงเข้าไปด้วย

กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 16 ธันวาคม 2558

Copyright © 2007 GMS - AIN.ORG , Support by ADB